ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ความแตกต่างระหว่างรัฐประศาสนศา...

ความแตกต่างระหว่างรัฐประศาสนศาสตร์กับบริหารรัฐกิจ


ความแตกต่างระหว่างรัฐประศาสนศาสตร์กับบริหารรัฐกิจ

Public Administration (PA) รัฐประศาสนศาสตร์ คือ ลักษณะวิชา (discipline) ที่เกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจ

Public (sector) administration (pa) บริหารรัฐกิจ เป็นกิจกรรม (activity) การบริหารงานภาครัฐ ซึ่งคล้ายการบริหารธุรกิจ

การบริหารงานภาครัฐ มีขั้นตอนที่สำคัญ

  1. การกำหนดนโยบาย (Policy Making)
  2. นโยบาย แบ่งเป็น นโยบายสาธารณะ (Public Policy) มีสภาพบังคับ (Sanction) มีบทลงโทษ (กฎหมาย)

    นโยบายสังคม (Social Policy) ไม่มีสิ่งบังคับ เช่น นโยบายคุมกำเนิด

    นโยบายธุรกิจ (Private Policy)

    นโยบาย คือ สิ่งที่จะกระทำ หรือมุ่งเลือกกระทำ หรือละเว้นที่จะกระทำ , กฎหมายก็คือ นโยบายสาธารณะอย่างหนึ่ง

    หน้าที่โดยตรงของการกำหนดนโยบายจะมาจากฝ่ายการเมือง (นโยบาย = การเมือง , การเมือง = การเลือก การตัดสินใจ)

    ฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะ (ออกกฎหมาย) ได้แก่ ส.ส. ส.จ. ส.ท. ส.ก.

    ฝ่ายการเมืองไม่สามารถกำหนดนโยบายได้หมด เพราะขอบข่ายการบริหารรัฐกิจกว้าง บางเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะ

    ฝ่ายประจำจึงต้องทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย เพราะเป็นผู้เห็นและเข้าใจปัญหา ช่วยปิดช่องว่างที่เกิดขึ้น

    วิธีกำหนดนโยบายของฝ่ายประจำ มีการเสนอมาเป็นลำดับชั้น ถึงรมต. เข้าครม. สู่สภา

    การเมืองและการบริหารแยกจากกันไม่ได้ การกำหนดนโยบายเป็นหน้าที่ทางการเมืองฝ่ายประจำก็มีส่วนเล่นการเมือง

  3. การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy Implementation)
  4. ฝ่ายประจำทำหน้าที่โดยตรงในการนำนโยบายแปลงมาเป็นแผนงานและโครงการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ (4 P’s)

    Policy นโยบาย แนวคิดเป็นตัวอักษร

    Program แผนงาน รูปร่างใหญ่โดยรวม

    Project โครงการ แตกแยกย่อย กะทัดรัด , Project Management คือหัวใจการบริหารการพัฒนา

    Performance การปฏิบัติ ได้แก่ บริหารคน บริหารเงิน บริหารวัสดุ บริหารงานทั่วไป

    ฝ่ายประจำที่มีคุณภาพต้องสามารถดำเนินงานตามขั้นตอนได้เอง โดยมีฝ่ายการเมืองสนับสนุน

    ในทางปฏิบัติฝ่ายการเมือง (ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ในประเทศประชาธิปไตย) จะเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมนโยบาย

    เพื่อให้เกิดการควบคุม ฝ่ายการเมืองจึงเกี่ยวข้องกับ การแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น หรือปลดข้าราชการประจำ

    ฝ่ายการเมืองเป็น Political Executive ไม่จำเป็นต้องรอบรู้ในงานที่ดูแล ทำหน้าที่กำหนดนโยบายตามที่ประชาชนต้องการ

    สรุป : การเมืองการบริหารทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่แยกออกจากกันไม่ได้ เสมือนด้านหัวและด้านก้อยของเหรียญนั่นเอง

  5. การประเมินนโยบาย (Policy Evaluation)

เป็นขั้นตอนสำคัญสุดท้าย เพื่อประเมินจุดอ่อนของการปฏิบัติงาน การควบคุมงาน

ความแตกต่างของการบริหารภาครัฐและเอกชน

ภาครัฐ : เน้นส่วนรวม เพื่อบ้านเมือง คำนึงถึงประสิทธิผลมากกว่า

จุดอ่อน คือ ขาดความเป็นเจ้าของ ผูกขาด ไม่มีการแข่งขัน ไม่มี Competitive Advantage เหมือนเอกชน

เอกชน : เน้นองค์การ เพื่อตนเอง คำนึงถึงประสิทธิภาพ

ภาครัฐ เอกชน

ขอบข่าย การตัดสินใจ ผลกระทบของกิจกรรมกว้างขวาง ซับซ้อน แคบ จำเพาะ

(ราชการส่วนกลาง ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ)

อาศัยกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับเป็นเกณฑ์

ขนาด ใหญ่ อุ้ยอ้าย มีลำดับชั้นการบังคับบัญชามาก Small is Beautiful

รูปแบบมี formality ล่าช้า ไม่ยืดหยุ่น ปรับตัวยาก informal รวดเร็ว คล่องตัว

การตรวจสอบ อยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชน (Public accountability) เป็นเจ้าของเงินทุนเอง

ของประชาชน เป็นกิจกรรมส่วนรวม ทุกคนเป็นเจ้าของ (Public business) ไม่ต้องให้ภายนอกตรวจสอบ

ข้าราชการเหมือนปลาในตู้ ต้องอดทนต่อคำวิจารณ์

ความสัมพันธ์การเมือง โดยเฉพาะระดับสูงจะมีปฏิสัมพันธ์กับระบบการเมืองมากขึ้น ภาครัฐแยกไม่ออกกับการเมือง

งานของราชการ(บริหาร) คือเรื่องของการเมือง (Paul Appleby) เหมือนเหรียญสองด้าน

การให้บริการ / กำไร เป้าหมายกว้างไม่ชัดเจน บางครั้งขัดกันเอง เช่น รัฐวิสาหกิจ กำไรเป็นเป้าหมายหลัก

วัดผลการปฏิบัติงานที่การให้บริการ ซึ่งวัดผลยาก วัดผลที่กำไร

ความคาดหวัง มีมากกว่า ตอบสนองความต้องการ รับผิดชอบ มีคุณธรรม ไม่เอาเปรียบลูกค้า ซื่อสัตย์

เห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ

ความคล้ายคลึงของการบริหารภาครัฐและเอกชน

เทคนิคทางการบริหาร กระบวนการบริหารอย่างเดียวกัน POSCORB , POLC

พรมแดนระหว่างการบริหารรัฐกิจ และการบริหารธุรกิจเลือนลางลง

ภาครัฐมีแนวโน้มเข้าหาธุรกิจ มอบหมายให้ธุรกิจช่วยปฏิบัติงาน สัญญาว่าจ้างเอกชน (government by contract)

ภาคธุรกิจมีวัตถุประสงค์สำคัญคือกำไร แต่ปัจจุบันได้เข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

การบริหารรัฐกิจและการบริหารธุรกิจมีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องที่ไม่สำคัญ ในระดับที่ไม่สูงนัก ส่วนใหญ่เป็นงานประจำ

ผู้บริหารในระดับสูงขึ้นไปส่วนของภาครัฐจะเป็นภารกิจนอกองค์การ ในขณะที่เอกชนจะเป็นภารกิจที่มุ่งในองค์การมากกว่า

1. รัฐวิสาหกิจ เป็น hybrid ผสมกัน บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้กำไรโดยไม่กระทบส่วนรวม

รับผิดชอบการพัฒนาประเทศ ดูแล Infrastructure

2. องค์การธุรกิจที่คำนึงถึงส่วนรวม เช่น ช่วยเหลือการศึกษา ช่วยผู้ประสบภัย เพื่อสิ่งแวดล้อม

3. องค์การภาครัฐที่คำนึงถึงกำไร เช่น NIDA ภาคพิเศษ , Reinventing Government 10 ข้อ รวมทั้งให้หารายได้เพิ่มภาครัฐ

4. Government by Contract รัฐเป็นเจ้าของกิจการ เอกชนเป็นฝ่ายปฏิบัติ รัฐทำเองไม่ทัน เงินลงทุนไม่พอ

5. NGO or Third Sector องค์การไม่มุ่งหวังกำไร ส่วนใหญ่ได้เงินจากมูลนิธิ เป็น hybrid structure เช่นกัน

สถานภาพของรัฐประศาสนศาสตร์ (Status)

ขอบข่าย (Scope)

เนื่องจากเป็นยังศาสตร์ใหม่จึงมีหลายขอบข่าย ได้แก่

  1. องค์การ ใช้ความรู้พฤติกรรมศาสตร์ (โดยมีสังคมวิทยา จิตวิทยาสังคม จิตวิทยา มานุษวิทยาเป็นพื้นฐาน)
  2. นโยบายสาธารณะ ใช้ความรู้ทางรัฐศาสตร์ โดยใช้เศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์
  3. เทคนิคการบริหาร (วิทยาการจัดการ) มีเครื่องมือวิเคราะห์มากมายหลายชนิด เช่น ใช้คณิตศาสตร์ สถิติ บัญชี

องค์การ

มี 5 ระบบย่อย ได้แก่ วัตถุประสงค์ โครงสร้าง คน เทคนิค และข้อมูลข่าวสาร

มีสิ่งแวดล้อมภายใน (Internal or Task Environment) คือ ลูกค้า ผู้ผลิต คู่แข่งขัน หน่วยงานควบคุม

มีสิ่งแวดล้อมภายนอก (Context) คือ การเมืองกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี ระหว่างประเทศ

นโยบายสาธารณะ

การกำหนดนโยบาย การนำไปปฏิบัติ การประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ (feedback)

เทคนิคการบริหาร

ธุรกิจมีกิจกรรมสำคัญ คือ Technical , Commercial , Financial , Security , Accounting , Managerial activities

Managerial functions กระบวนการจัดการ ได้แก่ POCCC à POSDCORB à POLC

Core beliefs : การบริหารองค์การ Organization design , Organization development , Reorganizing

การบริหารคน Job analysis , Personal evaluating

การบริหารเงิน Budgeting , Tax , Cost analysis

รัฐประศาสนศาสตร์เป็นสหวิทยาการ (Interdisplinary)

ยังไม่มีฐานะเป็นศาสตร์ (discipline) เป็นจุดเล็กๆที่น่าสนใจในการศึกษา (focus of study) ถ้าต่อกันจะเป็นศาสตร์ที่สมบูรณ์

เนื้อหากว้างขวางซับซ้อน ไม่สามารถใช้ศาสตร์เดียวศึกษาได้ องค์ความรู้ยังรวมกันไม่ได้ แตกต่างกันเหมือน apple-orange

ขาดเอกลักษณ์ของลักษณะวิชา เนื่องจากเหตุผลข้างต้น มี 3 ขอบข่าย เหมือนกล่อง 3 ใบ

ศาสตร์บริสุทธิ์ ศึกษาเพื่ออธิบาย เพิ่มความรู้ ไม่ได้นำไปใช้งาน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (pure science) และสังคมศาสตร์

(สังคมศาสตร์ ประกอบด้วยรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวิทยา และมานุษวิทยา)

รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นสังคมศาสตร์ประยุกต์ (applied social science) ศึกษาสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงาน

ไม่ใช่สาขาหนึ่งของทั้งรัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพียงแค่เอาความรู้จากศาสตร์เหล่านี้มาใช้

ทฤษฎี (Theory)

A system of generalization based on empirical findings or testable empirically

ระบบความรู้ที่ใช้ได้ทั่วไป บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ ศึกษาจากข้อมูลที่เป็นจริง ทดสอบได้ พิสูจน์ยืนยันได้

Theory is developed from practice

Theory serves to describe, in generalizations and to explain what actually happens, not what should happen

ทฤษฎีเกิดจากการปฏิบัติ สนใจและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้คำสั้นๆ หรือสัญลักษณ์ ตอบคำถาม what is it ?

ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์

อาศัยสังคมศาสตร์ (Normative Theory) ใช้ค่านิยม ปทัสถาน อุดมการณ์ และวิทยาศาสตร์ (Empirical Theory)

Normative Theory ยึด value, norms โดยมี socialization agents คือ ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน

ค่านิยมหลักจากครอบครัว คือ ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์สุจริต

Empirical Theory ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่ เป็นทฤษฎีเชิงประจักษ์

Stephen K. Bailey มองทฤษฎีรปศ.ว่าเป็นแบบ empirical 3 จาก 4 แบบ

  1. Descriptive-Explanatory Theory concern with WHAT & WHY
  2. บรรยายในสิ่งที่เป็นจริงเชิงประจักษ์ : Descriptive พรรณนาให้เห็นภาพพจน์ บรรยายตัวแปรเดียว

    Explanatory อธิบายสองตัวแปรขึ้นไป ยืนยันทดสอบได้ , if X then Y

  3. Assumptive Theory concern with Preconditions & Possibilities
  4. เกิดจากความรู้และประสบการณ์ ยังไม่มีการยืนยัน เมื่อทดสอบจะนำไปสู่การพิสูจน์เพื่อเป็นข้อ 1.

  5. Instrumentative Theory concern with HOW & WHEN
  6. ระบุเครื่องมือที่ใช้ควบคุม , ทำอย่างไร เมื่อไรเสร็จ

  7. Normative Theory concern with SHOULD & GOOD

เกิดจากความเชื่อ ความเห็น ความรู้สึก ไม่สามารถบอกถูกผิดได้ , ควรจะ…ดีกว่า

ค่านิยมการบริหารรัฐกิจ และการบริหารธุรกิจ

การบริหารรัฐกิจ (ปทัสถานทางรัฐประศาสนศาสตร์)

  1. Efficiency & Economy * ประสิทธิภาพและประหยัด
  2. ประสิทธิภาพ คือ Input < Output ทำได้โดยลดต้นทุน ลดความสูญเสีย (waste) ทำมากในภาคเอกชน

  3. Effectiveness * ประสิทธิผล ทำให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะภาคราชการ
  4. Social Equity ความเป็นธรรมทางสังคม (justice as fairness)
  5. John Rawes ความยุติธรรมในโลกนี้ไม่ถูกต้อง ยังมีความแตกต่างทางโอกาส มีผู้เสียเปรียบ (ชนส่วนน้อย คนจน)

  6. Productivity ผลิตผล ลงทุนแล้วต้องได้ผลิตผล
  7. Public interest ประโยชน์สาธารณะ
  8. เห็นแก่ส่วนรวม ไม่ได้มองส่วนตน , วิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ cost-benefit คุ้มค่าพอๆกัน จะเลือกประโยชน์ส่วนรวม

  9. Democratic morality วิญญาณประชาธิปไตย
  10. มีวุฒิภาวะ อดกลั้น (tolerance) แก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (peaceful mean) หาความสอดคล้องด้วยเหตุผล (consensus)

    Democratic way of living คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ majority vote + minority right สนใจเสียงข้างน้อย

  11. Participation การมีส่วนร่วม รู้สึกเป็นเจ้าของและมีความสำคัญ
  12. Virtue คุณธรรม บริหารด้วยหลักศีลธรรม ความถูกต้อง
  13. Happiness มีความสุข, Lawfulness ถูกกฎหมาย, Consistency เสมอต้นเสมอปลาย, Integrity ไว้ใจได้, Loyalty จงรักภักดี

  14. Secrecy รักษาความลับ
  15. Responsibility ความรับผิดชอบ
  16. ภายใน ต่อวิชาชีพ ศีลธรรม จริยธรรม มโนธรรม และตนเอง (วิชาชีพข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์)

    ภายนอก ต่อผู้บังคับบัญชา และต่อระบบย่อยทางการเมือง (ข้าราชการการเมือง พรรคการเมือง สื่อมวลชน ประชาชน)

  17. Public accountability อยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน โปร่งใส เหมือนปลาในตู้
  18. Commitment ความผูกพันธ์ ทำให้มีความสุขในการทำงาน
  19. Responsiveness การสนองตอบต่อลูกค้า
  20. Devotion การเสียสละ
  21. Hard-working การทำงานหนัก
  22. Secular rationality ความมีเหตุผลทางโลก เป็นเหตุผลที่พิสูจน์ได้
  23. Equalitarianism ความเสมอภาคส่วนบุคคล มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน
  24. Rule of Law การปฏิบัติตามกฎหมาย
  25. Innovation นวัตกรรม นิยมการเปลี่ยนแปลง
  26. Universal norms ปทัสถานสากล เหมือนนานาประเทศ

การบริหารธุรกิจ (Core Values)

  1. Care and consideration for people สุภาพ เอาใส่ใจคนทั่วไป , service minded
  2. Care for customers ลูกค้าถูกเสมอ
  3. Competitiveness การแข่งขันเพื่อเอาชนะ , Competitive advantage , Social darwinism
  4. Enterprise ธุรกิจมีต้นทุน , Business is business and is business
  5. Equity in the treatment of employees ความเสมอภาคของคนงาน
  6. Excellence ความเป็นเลิศ ผู้นำทางธุรกิจ , Successful strategy + Sensitivity
  7. Growth ความเจริญเติบโต , ขยายขนาดà แตกเป็นบริษัทลูก เครือข่าย
  8. Innovation นวัตกรรม
  9. Market / Customer orientation การศึกษาตลาด มองตลาดพฤติกรรมผู้บริโภค
  10. Priority to organization rather gain to people needs องค์การสำคัญกว่าคน
  11. Performance orientation วัดความสำเร็จที่ผลงาน
  12. Productivity การมีผลงาน

 

 

 

 

ค่านิยมเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ

  1. การป้องกัน
  2. การใช้เหตุผล
  3. การใช้การไตร่ตรอง
  4. หลักสัมฤทธิผล
  5. หลักการโยกย้าย
  6. หลักการคิดถึงตนเอง

ค่านิยมของระบบราชการที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา

  1. การมีเหตุผล
  2. การใช้หลักเหตุผล
  3. การใช้หลักกฎหมาย
  4. การใช้หลักประสิทธิภาพ
  5. การมีส่วนร่วม
  6. การกระจายอำนาจ
  7. ประโยชน์สาธารณะ
  8. ความเสมอภาคในสังคม

Types of Accountability Systems Sources of Control

Internal External



Degree of Control High 1. Bureaucratic 2. Legal

over agency relations Low 3. Professional 4. Political



การบริหารรัฐกิจ

  1. Bureaucratic ควบคุมมากจากภายใน เจ้านายควบคุมตามลำดับชั้น
  2. Legal ควบคุมมากจากภายนอก มีหน่วยงานตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย
  3. Professional ตรวจสอบภายใน โดยสภาวิชาชีพ
  4. Political ตรวจสอบภายนอก โดยข้าราชการการเมืองควบคุมข้าราชการประจำ

การบริหารธุรกิจ

  1. ควบคุมจากภายในบริษัท
  2. ควบคุมจากภายนอก โดย ศุลกากร สรรพากร กรมการค้าภายใน อย.
  3. ตรวจสอบภายใน โดย สมาคมผู้ค้า
  4. ไม่มีการเมืองมาตรวจสอบ

กระบวนทัศน์ (Paradigm) คือ กลุ่มของทฤษฎีที่มีความหมายอย่างเดียวกัน

5 Paradigms ของ Nicholas Henry ในบทความ Public administration & Public affairs

  1. การแยกการเมืองออกจากการบริหาร (Politic & Public administration dichotomy) : Wilson , Goodnow
  2. การเมืองเป็นเรื่องของค่านิยม การกำหนดนโยบาย ส่วนการบริหารเป็นเครื่องมือ (MEANS)

  3. หลักเกณฑ์ทางการบริหาร (The principle of administration) : Gulick & Urwick , Fayol , Taylor
  4. เป็นหลักที่ใช้ในทางธุรกิจ กฎเกณฑ์ส่วนใหญ่เอามาจากประสบการณ์และใช้ประสบการณ์ทดสอบ

    ข้อ 1. และ 2. อยู่ในช่วงก่อน WWII ไม่ได้สนใจมองว่าองค์การอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม มองเป็นองค์การระบบปิด

    มององค์การเป็น Mechanistic เน้น Internal Organization สนใจโครงสร้างกฎระเบียบ ใช้เงินจูงใจ ไม่ได้สนใจมนุษย์

    เมื่อเกิดสงคราม ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป ทฤษฎีแปรปรวน ใช้ไม่ได้ผล เริ่มเห็นว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการบริหาร

  5. การบริหารรัฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง : Paul Appleby เปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้าน
  6. การเมืองกำหนดนโยบายให้นักบริหารไปปฏิบัติ ความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับข้าราชการประจำ นโยบายสาธารณะ

  7. การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การบริหาร (Administrative science)
  8. พฤติกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ คนทำงานกับเครื่องจักร องค์ความรู้เหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในทฤษฎีองค์การ

  9. รัฐประศาสนศาสตร์ใช้ความรู้จากหลายสาขา (Public administration is public administration) : กรอบความคิดเบ็ดเสร็จ

3 Paradigms ของ Robert T. Golembiewski

  1. Traditional Paradigm เป็นทฤษฎีของโครงสร้าง ประกอบด้วย
  2. 1) รูปแบบองค์การ 2) กฎเกณฑ์ทางการบริหาร 3) ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งต่างๆ

    4) กฎระเบียบข้อบังคับต่อโครงสร้าง (ตำแหน่ง) การปฏิรูปโครงสร้างต้องทำทั้ง 4 ส่วนนี้

    อำนาจหน้าที่ (Hierarchy) จะลดหลั่นกันลงมาตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา

    ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนจำกัด (Span of control) จะรายานต่อผู้บังคับบัญชาหนึ่งคน

    มีการแบ่งงานทำตามความถนัด (Specialization) ในระดับสูงเรียกว่า Functions ในระดับล่างเรียกว่า Tasks or Processes

    แยกกันเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน แต่จะทำให้ต่างคนต่างอยู่ ต้องมี Integration เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

  3. Social-Psychological Paradigm
  4. Description-Explanation ศึกษาเน้นการพรรณนาเพิ่มองค์ความรู้ ไม่ใช่ Prescription หามาตรการที่ดีกว่าเพื่อนำไปใช้

    ใช้แนวการศึกษาสังคมวิทยาและจิตวิทยา ศึกษาองค์การและเอกบุคคล มีลักษณะปลอดค่านิยม (Value free)

  5. Humanist / Systemic Paradigm มนุษยสัมพันธ์ตอนปลาย

Humanist เป็น Prescription (Humanistic Psychology , Human Resources) เห็นว่ามนุษย์สำคัญที่สุด (รองจากพระเจ้า)

คนสร้างองค์การ องค์การมีเพื่อรับใช้คน จะอยู่เหนือคนไม่ได้ เป้าหมายสุดท้ายของคนคือเป้าหมายสุดท้ายขององค์การ

ค่านิยมของคนในองค์การไม่สามารถประนีประนอมกับผู้ใดได้ (Radical Theory)

คนจะมุ่งไปสู่ความมีวุฒิภาวะ (อายุจิตเป็นผู้ใหญ่) เช่น Hierarchical needs (Maslow) , Personality (Argyris)

(เด็ก) Passivity ไม่มีกิจกรรม คิดไม่ซับซ้อน à (วุฒิภาวะ) Increase Activity มีกิจกรรม มีความคิดเห็น

Dependence ชอบพึ่งพา Growing Independence & Interdependence มีอิสระ

Limited Behavior พฤติกรรมจำกัด ไม่มีมายา Widening Behavior มารยาร้อยเล่มเกวียน ดูยาก

Short Perspective ทัศนภาพสั้น Lengthening Time Perspective มองการณ์ไกล

Lack of awareness & Control ควบคุมตนไม่ได้ Growing Awareness รู้ตัว มีสติ โน้มน้าวยาก

Systemic ครอบคลุมตั้งแต่เป้าหมายของระบบสังคม ระบบการเมือง แผนงาน โครงการและงบประมาณ

ศึกษาเปรียบเทียบด้วยการใช้เทคนิค cost / benefits , ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการศึกษา , ใช้ Rational Model

มีการลำดับความสำคัญของเป้าหมายอย่างเคร่งครัด , ศึกษาแบบบูรณาการ เปิดโอกาสให้มองรปศ.กว้างขวางขึ้น

Miniparadigm ของ Golembiewski เมื่อยังรู้ไม่มาก ให้คิดจากจุดเล็กๆก่อน รู้ให้รอบด้านก่อนมารวมเป็น Paradigm

  1. การบริหารรัฐกิจควรจะให้คำจำกัดความจากเหตุการณ์ที่นักบริหารเผชิญมากกว่าการที่จะมองว่าแตกต่างอย่างไรจากศาสตร์อื่น ไม่ใช่คิดจากศาสตร์อื่น ให้เริ่มจากที่นักบริหารพบเห็น จะได้ไม่มีช่องว่างระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ
  2. ขอบข่ายของรปศ.ควรจะกำหนดให้นำไปประยุกต์ใช้ และการวิเคราะห์ มีพลังทั้งทางประยุกต์และศาสตร์บริสุทธิ์
  3. รปศ.ควรจะศึกษาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม เพราะเป็นระบบเปิด
  4. รปศ.ต้องเกี่ยวพันกับความต้องการขององค์การภาครัฐ
  5. รปศ.ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับองค์การที่หลากหลายและระดับต่างๆขององค์การ
  6. รปศ.ต้องศึกษาให้ครอบคลุมถึงมิติต่างๆของ เอกบุคคล การปฏิสัมพันธ์ของคนในองค์การ กลุ่มย่อย และองค์การขนาดใหญ่ มีประโยชน์ในแง่ของการวิจัย และการประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีในการเผชิญกับสิ่งที่สลับซับซ้อนในองค์การ
  7. รปศ.ต้องสนใจปัญหาที่จัดการหรือบริหารได้ สร้างองค์ความรู้ได้ สั่งสมประสบการณ์ ขยายระเบียบวิธีการศึกษา และเข้าใจเรื่องต่างๆหรือเหตุการณ์ในอนาคต
  8. รปศ.ควรสนใจเรื่องที่เคยผูกพันธ์อยู่กับรัฐศาสตร์
    1. กระบวนการของศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเชิงประจักษ์
    2. การเลือก หรือการใช้ (Choice or Application)
    3. การใช้ทฤษฎีเชิงประจักษ์กับเรื่องของค่านิยม (Empirical and Value)
  9. รปศ.ต้องเกี่ยวข้องกับองค์การระบบเปิด

แนวการศึกษา คือ เครื่องมือที่จะนำไปสู่ข้อมูล แบ่งเป็น

  1. Traditionalism แนวการศึกษาแบบดั้งเดิม ศึกษาโดยอาศัยเครื่องมือจาก
  2. Philosophical approach หลักปรัชญา มีความสำคัญ เพราะข้อมูลเชิงประจักษ์ยังมีส่วนที่เร้นลับ ยังค้นไม่พบ

    - นำความคิดของนักปรัชญาเมธีในอดีตเทียบกับปัจจุบัน เช่น ระบบคุณธรรมของขงจื๊อ , ระบบฝึกอบรมของ Weber

    - นำความรู้ในปรัชญามาประยุกต์ใช้กับรปศ. เช่น practismatism (สัมฤทธิ์คติ) นิยมสิ่งที่ใช้ได้จริงในการทำงาน

    Historical approach ประวัติศาสตร์ ศึกษาอดีต ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกโดยเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบไปบ้าง

    Legal approach กฎหมาย บริหารรัฐกิจด้วยกฎหมาย เป็นหลักในการทำงาน

    Organization Chart ดูโครงสร้าง

    Case study กรณีศึกษา จากเหตุการณ์จริงใช้ทฤษฎีวิเคราะห์ เมี่อเกิดขึ้นจะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็ว

    Comprehensive case ครอบคลุมทุกเนื้อหา , Decision making case วิเคราะห์จุดเดียว

    Novel , Song , Cartoon เพลงลูกทุ่ง เพื่อชีวิต folk song , content analysis จากการ์ตูน

  3. Behavioralism แนวการศึกษาแบบพฤติกรรมศาสตร์
  4. Psychological approach แบบจิตวิทยา ศึกษาพฤติกรรมที่ไม่ได้กำหนดในกฎระเบียบ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ

    ศึกษาเอกบุคคล และในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอกบุคคล กับกลุ่มและองค์การ

    ศึกษาเรื่องความขัดแย้งและการแข่งขัน การถือปฏิบัติของบุคคลต่อปทัสถาน ทัศนคติ ค่านิยม การแต่งตัว

    ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ศึกษาภาพพจน์ที่นักบริหารมองตนเอง หรือมุมมองของผู้รับบริการและลูกค้า

    The Group theory approach ทฤษฎีกลุ่ม บทบาทของกลุ่มในการกำหนดนโยบาย มาจากผู้มีอิทธิพลชนชั้นผู้นำ(elites)

    (ข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า ผู้ครองที่ดิน การศึกษาสูง) กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ หรือพหุนิยม (Pleuralism)

    พฤติกรรมและทัศนคติกลุ่ม อิทธิพลกลุ่มที่มีต่อพฤติกรรมของเอกบุคคล การตัดสินใจของกลุ่มในองค์การ

    System ? ความสัมพันธ์ระหว่าง input-conversion-output-feedback

    มององค์การว่ามีหน้าที่ในการเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าเป็นปัจจัยนำออก และต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

    Power analysis ศึกษาการใช้อำนาจ ความชอบธรรม ปัจจัยที่ช่วยให้รักษาอำนาจหรือสูญเสียอำนาจ

    ใครได้ประโยชน์ (Who benefits?) การปรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

    Economic approach แบบเศรษฐศาสตร์ ใช้วิเคราะห์พฤติกรรม เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุผล (Rational man)

    เหตุผลที่ตัดสินใจต้องได้ประโยชน์ คือ maximizing profit , มองว่าคนค่อนข้างเห็นแก่ตัว

    Anthropological approach แบบมานุษยวิทยา ศึกษาวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยมและอุดมการณ์ (Ideology)

    เชื่อมโยงพฤติกรรมตั้งแต่ระดับจุลภาคถึงระดับมหภาค

  5. Post-behavioralism แนวการศึกษาแบบหลังพฤติกรรมศาสตร์

ทฤษฎีต้องนำไปใช้ปฏิบัติงานได้ ความรู้ต้องนำไปช่วยเหลือคนในสังคมให้พ้นจากความทุกข์ยาก และไม่เท่าเทียมกัน

จุดสนใจเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางรปศ. ให้เริ่มจากนักบริหาร ศึกษาว่านักบริหารเกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้างไม่ใช่แบ่งเป็น

ลักษณะวิชาต่างๆเหมือนอดีต นักบริหารต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต่อสู้และท้าทายกับความไม่ชอบธรรม เอาเปรียบ

ไม่นิยมการคำนวนพร่ำเพรื่อ มีลักษณะ Proactive ไม่ใช่ยึดสิ่งเดิมๆ Status Quo เช่น NPA , Public Choice

รัฐประศาสนศาสตร์ในอนาคต

  1. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของสังคม
  2. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมาย
  3. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิชาปรัชญา ทำให้ค้นพบสิ่งที่ยังไม่เคยรู้
  4. ลดความสำคัญของปฏิฐานนิยม (Positivism) ใช้การคำนวนเท่าที่จะได้ประโยชน์
  5. ปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริหารธุรกิจ ในอนาคตเอกชนเป็นผู้ปฏิบัติ ราชการจะกำกับดูแล
  6. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับชุมชน ดึงชุมชนเข้ามาร่วม ลดช่องว่างระหว่างราชการกับชุมชน
  7. ในการบริหารรัฐกิจ
  • องค์การเล็ก ผอม และเตี้ยลง มีรูปแบบองค์การแบบแนวราบมากขึ้น
  • องค์การที่ใช้ความรู้เป็นหลัก (Knowledge base organization) และใช้ข้อมูลข่าวสาร (Information technology)
  • Paradigm in 21C เน้น Empowerment มอบอำนาจ ทำให้ใกล้ชิดลูกค้า , Team , Quality management
  • มององค์การออกไปภายนอกมากกว่ามองภายใน Outward looking > Inward looking
  • มีการฝึกอบรมคนทั้งองค์การ

วิวัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์

Woodrow Wilson to World War II (Traditionalism)

ปรัสเซีย หรือเยอรมันนี เน้นความสามารถในการบริหารรัฐกิจ (Cameralism)

ฝรั่งเศส เชื่อว่ากฎหมายปกครอง คือรากฐานของการบริหารรัฐกิจ

อังกฤษ นิยมแนวกว้าง มีโลกทัศน์และจิตใจกว้าง มองการณ์ไกล เน้นศิลปศาสตร์ (Liberal Arts)

“The Study of Administration” (Woodrow Wilson)

กรอบเค้าโครงความคิด การแยกการบริหารออกจากการเมือง (การเมืองกำหนดนโยบาย ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ)

การปฏิรูประบบการบริหาร (administrative reform) แยกออกจากการเมือง ระบบบริหารที่ดี ใช้หลักเหตุผล มีประสิทธิภาพ

โครงสร้างแนวดิ่ง รวมศูนย์อำนาจ ควบคุมการปกครองและบริหาร รัฐบาลเข้มแข็งคานอำนาจฝ่ายการเมือง

กรอบเค้าโครงความคิดเกี่ยวกับหลักหรือกฎเกณฑ์การบริหาร เพื่อการวิเคราะห์และปรับปรุงระบบบริหาร

Scientific Management (Frederick Taylor)

Principle of Specialization , One best way , Principles of Homogencity , หลักการแบ่งงานตามความถนัด

Theory of Domination , Bureaucracy (Max Weber)

Legitimation of Power (ผู้ปกครองจะใช้อำนาจได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม) : Traditional , Charismatic , Legal

Human Relations (Elton Mayo)

กลุ่มมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมบุคคล ประสิทธิภาพองค์การขึ้นกับสภาพทางสังคม ซึ่งมีผลต่อการจูงใจมากกว่าค่าตอบแทน

สรุป

มีกรอบเค้าโครงความคิด การแยกการเมืองออกจากการบริหาร และ หลักหรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหาร

ปรัชญา ประวัติศาสตร์ กฎหมาย โครงสร้าง ระบบการบริหาร

World War II to 1970 (Behavioralism)

สงครามทำให้สิ่งแวดล้อมองค์การเปลี่ยนแปลงไป หาความแน่นอนไม่ได้ ต่อสู้เพื่ออยู่รอด เผชิญความขาดแคลน

ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์เกิดรวนเร ไม่มีเอกลักษณ์ กรอบเค้าโครงความคิดเดิม มีข้อบกพร่อง มีผู้วิจารณ์และเสนอแนวคิด

Chester Barnard : เสนอเรื่องการหันมาสนใจพฤติกรรมมนุษย์

Herbert Simon : หลักทางการบริหารใช้ได้ในแต่ละเรื่อง แต่เมื่อนำมารวมใช้แก้ปัญหาเดียวกันก็อาจขัดกันได้

Robert Dahl : การศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ พฤติกรรมมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางสังคม

Dwight Waldo : รัฐประศาสนศาสตร์ไม่ควรจะสนใจเฉพาะแต่เรื่องภายในองค์การ ควรสนใจเรื่องการเมืองและค่านิยม

ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

Core Beliefs มุ่งความสนใจมาสู่ 3 วิชาหลัก คือ การบริหารองค์การ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานคลัง

กรอบเค้าโครงความคิดการบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง

การบริหารแยกจากการเมืองได้ยาก (Paul Appleby) การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง (Frits Morstein Marx)

Administrative Pluralism ยึดหลักพหุนิยม บริหารโดยคำนึงถึงนโยบายจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ความสมดุล ความยุติธรรม

Comparative Public Administration การบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบแสวงหาทฤษฎีตัวแบบและแนวคิด

Development Administration การบริหารการพัฒนา ต่อเนื่องมาจากบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ โดยเน้นในเรื่องการปฏิบัติ

กรอบเค้าโครงความคิดการบริหารเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การบริหาร (Administrative Science)

จากนักพฤติกรรมศาสตร์ที่สนใจเทคนิคการบริหารที่อาศัยคณิตศาสตร์ (Management Science) และการจัดการ (Management)

ทฤษฎีองค์การ จากนักพฤติกรรมศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยาสังคม นักมานุษยวิทยา

สรุป

มีกรอบเค้าโครงความคิด การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง และ การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การบริหาร

จิตวิทยา กลุ่ม ระบบ อำนาจ เศรษฐศาสตร์

1970 to Present (Post Behavioralism)

จากเดิมที่มุ่งการอธิบาย (explanation) มาเป็นการหาวิธีการแก้ปัญหา (prescription)

กรอบเค้าโครงความคิดเบ็ดเสร็จ

นำกรอบจากยุคหลังสงครามมารวมกับแนวความคิด ทฤษฎีเพื่อความสอดคล้องกับความต้องการของสังคม

แนวความคิด New Public Administration (NPA)

Relevance สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

Value ให้ความสำคัญกับค่านิยม ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนิยมหรือปฏิฐานนิยมทางตรรกวิทยา

Social Equity ความเสมอภาคทางสังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบ

Change เป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลง

แนวความคิดการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ (Policy Analysis)

แนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจการเมือง (Political Economy)

แนวความคิดทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยม (Organizational Humanism)

แนวความคิดกรอบเค้าโครงความคิดขนาดเล็ก (Mini Paradigm)

สรุป

การบริหารแบบเบ็ดเสร็จ สหวิชา ตอบสนองต่อสังคม นำไปปฏิบัติได้

วิวัฒนาการ 3 ระยะ ได้แก่ Traditionalism , Behavioralism , Post-behavioralism

ขอบข่ายของรัฐประศาสนศาสตร์

1. การเมืองและนโยบายสาธารณะ ครอบคลุม 3 เรื่อง ได้แก่

ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับการบริหาร ต้องสัมพันธ์กับระบบย่อยของการเมือง และอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชน

นโยบายสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดนโยบายกับนำไปสู่การปฏิบัติ และการประเมินหรือวิเคราะห์นโยบาย

ค่านิยม โดยเฉพาะนักบริหารระดับสูงเพื่อเป็นแนวในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจ เช่น ประโยชน์สาธารณะ จริยธรรม

2. ทฤษฎีองค์การ

Rational model สำนักที่เน้นการใช้หลักเหตุผล เน้นโครงสร้าง การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ การมีหลักเกณฑ์

Natural model สำนักที่เน้นเกี่ยวกับเรื่องของคน มนุษย์สัมพันธ์ (human relation) และทรัพยากรมนุษย์ (human resources)

Open system สำนักระบบเปิด ปฏิสัมพันธ์ขององค์การกับสิ่งแวดล้อม

 

3. เทคนิคการบริหาร

ส่วนหนึ่งได้มาจากศาสตร์การจัดการ (Management Science) อาศัยคณิตศาสตร์ สถิติ เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์

ส่วนที่มาจากขอบข่ายทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ

เทคนิคที่ได้มาจาก 3 วิชาหลักของรัฐประศาสนศาสตร์ คือ การบริหารองค์การ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานคลัง

การที่มีขอบข่ายแตกต่างกัน อาศัยความรู้มาจากหลายสาขาวิชาเป็นเหตุให้รัฐประศาสนศาสตร์ขาดแกนในการยึดเหนี่ยว

ขาด unifying center ทำให้การพัฒนาวิชาเป็นไปด้วยความล่าช้า องค์ความรู้กระจัดกระจาย ขาดเอกลักษณ์

นักวิชาการบางท่านเห็นว่ารัฐประศาสนศาสตร์ยังอยู่ในขั้นก่อนการมีกรอบเค้าโครงความคิด (Preparadigm)

Golembiewski จึงได้เสนอให้พัฒนาวิชาโดยการสนใจกรอบเค้าโครงความคิดเล็กๆ หลายๆอัน (Mini Paradigm)

โดยหวังว่าวันหนึ่งอาจค้นพบกรอบเค้าโครงความคิดเพียงกรอบเดียว

กิจกรรมทางการบริหารและหน้าที่ของนักบริหารต้องการความรู้อย่างกว้างขวางเกินกว่าจะมีกรอบเค้าโครงความคิดเดียวที่จะครอบคลุมสาระได้หมด จึงอาจกล่าวได้ว่ารัฐประศาสนศาสตร์อาจจะไม่ต้องการมีเอกลักษณ์

อ้างอิง  http://www.geocities.ws/mpa15nida/PA600/utai.doc



ผู้ตั้งกระทู้ 454 :: วันที่ลงประกาศ 2011-03-14 03:15:34


[1]

ความเห็นที่ 1 (3306188)

ความท้าทายครั้งที่ 1
เกิดมีความเห็นท้าทายทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ดั้งเดิมขึ้นมาเป็นสองกลุ่ม

1. กลุ่มนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์ มองว่าในตัวการบริหารก็มีการเมืองอยู่ คือไม่เชื่อเรื่อง dichotomy ของการบริหารกับการเมือง BB เห็นว่านำไปสู่ทฤษฎีการบริหารคือการเมือง

2. กลุ่มของ Herbert Simon มองว่าหลักการบริหารบางอย่างมีความขัดแย้งกันเอง คือดูดีแต่ถ้าตรวจสอบจริงๆก็จะเห็นความขัดแย้ง (เหมือนสุภาษิต) กลุ่มนี้เสนอทฤษฎีตัดสินใจ "Administration Behaviour" (1947)

การท้าทายครั้งนี้ทำให้เกิดวิกฤติเอกลักษณ์ขึ้น สาขารัฐประศาสนศาสตร์เกิดตกต่ำเพราะเกิดปัญหาไม่สามารถอธิบายได้ คือไม่มีทั้ง conceptualize แบบ IR และไม่มี regression analysis แบบรัฐศาสตร์ (รัฐประศาสนศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เน้นการปฏิบัติควบคู่ไปด้วย)

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมคือมีบทความรัฐประศาสนศาสตร์เพียง 4% ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารชั้นนำด้านรัฐศาสตร์ และ ASPA (American Political Science Association) ลดสาขารัฐประศาสนาศาสตร์ลงเป็นสาขาย่อย (subfield) และเรียกรัฐประศาสนศาสตร์ว่า "intellectual wasteland"

A Glimmer in the Wasteland แสงริบหรี่ในทุ่งรกร้างทางปัญญา
ในสมัยที่เกิดวิกฤติอัตลักษณ์ นักรัฐประศาสนศาสตร์หันกลับมาสนใจกรณีศึกษาเฉพาะ (case study) การเปรียบเทียบข้ามองค์กร หรือข้ามประเทศ (comparative study) BB บอกว่าในบทความใหม่ของอาจารย์ที่จะตีพิมพ์ในหนังสือ “The Study of Comparative Public Administration: Future Trajectories and Prospects.” มองว่า comparative study กำลังจะกลับมาในรูปแบบใหม่

ในช่วงนี้ทำให้รัฐประศาสนศาสตร์เกิดการปฏิรูปครั้งใหม่โดยแตกออกเป็นสองทางคือ 1. เดินกลับไปหารัฐศาสตร์ และ 2. เดินไปหา management พร้อมๆ กัน

3. Paradigm Shift ที่ 3 : Public Administration as Political Science (1950 - 1970)

ทางออกใน Paradigm นี้เปิดไปสู่การศึกษาสองรูปแบบคือ

3.1 ศึกษา case study จากประสบการณ์การทำงานในแต่ละองค์กร หนังสือที่ถือว่าโดดเด่นในการศึกษาแบบนี้คือ
"The Functions of the Executive" ของ Chester I. Barnard

3.2 เปิดออกไปสู่ comparative public administration ซึ่งผู้ที่ทำงานด้านนี้ส่วนใหญ่มี background มาจากนักรัฐศาสตร์ที่มีฐานมาจากรัฐศาสตร์ ที่คุ้นเคยกับการทำ comparative politics ข้ามประเทศอยู่แล้ว ที่สนใจแนวทางนี้เพราะอยากเข้าใจระบบบริหารของประเทศต่างๆ เพราะในยุคสงครามเย็นอยากให้ระบบราชการของประเทศต่างๆเป็นประชาธิปไตย เช่น Fred W. Riggs ศึกษาเรื่องระบบอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic Polity) มีเปรียบเทียบหลายประเทศเช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย แต่ประเทศไทยเป็นต้นแบบของ Patron-Client (ระบบอุปถัมป์ หรือ Clienterism) ดูเพิ่มใน "Thailand : The Modernization of a Bureaucratic Polity" ของ Fred Riggs และ "Comparative Political Corruption" ของ James C. Scott

ในฟิลิปปินส์เป็นระบบมาเฟีย เจ้าพ่อ หรือในญี่ปุ่นเป็ฯระบบที่นักการเมืองเข้าไปเป็นกรรมการบริษัท ดังนั้นการเมือง/ราชการ จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ต่อมาการศึกษา comparative study หยุดไป เพราะ มูลนิธิ Ford หยุดให้ทุนสนับสนุน ข้อเท็จจริงมีน้อยเกินไป มีแต่ทฤษฎีที่เป็น conceptual

4. Paradigm Shift ที่ 4 : Public Administration as Management (1956 - 1970)

การเปลี่ยน Paradigm นี้มีการเรียนรู้ management tools จาก business school มากมาย ทำให้เกิดคำถามว่าหากใช้ management tools กับรัฐประศาสนศาสตรืได้ ทำไมจึงต้องมีสาขานี้ด้วย ในเมื่อ management tools สามารถใช้ได้เป็นสากล ต่อมาวิธีคิดแบบนี้แปรไปเป็น field administration โดยมองว่า management สามารถใช้ได้ทั้ง public และ private เช่น ที่ Cornell วารสารในช่วงเริ่มแรก มีทั้งการบริหารของ Public และ Private แต่หลังๆ จะมีแต่ business (แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรวมกัน เพราะมีหลักที่ต่างกันอยู่)

บทความสำคัญที่ระบุความแตกต่างของการบริหารใน Public และ Private คือ "Public and Private Management : Are they fundamentally alike in all unimportant respect?" ของ Graham T. Allision (ในชีทแจก และใน text classics p. 387)

อย่างไรก็ดีการเข้าไปเกี่ยวข้องกับ management ก็มีข้อดีคือ ทำให้ได tools และเทคนิคการบริหารใหม่ๆ มาก รวมทั้งทำให้เข้าใจได้ว่า Public Administration ไม่เหมือนกับ Management ในแง่ที่
4.1 ทำเพื่อใคร (ใครเป็นเจ้าของ)
4.2 ใครได้ประโยชน์ (Public vs. Stake holder)
4.3 การเข้าถึง (accessibility) และการเชื่อมโยงกับประชาชน

Minnow Brook

จุดยุติ Paradigm ตรงนี้ถือเป็นการท้าทายครั้งที่สอง ทำให้ในปี 1968 นักรัฐประศาสนศาสตร์ประชุมกันที่ Minnow brook (อยู่ที่เซราคิวส์) ในปี 1968 เกิดจุดยืนที่เรียกว่า "The New Public Administration" และเป็นจุดกำเนิดของ Paradigm ใหม่

5. Paradigm Shift ที่ 5 : Public Administration as a Public Administration (1970 - ?)

เมื่อกำหนดเอกลักษณ์ของตนเองได้ คือจุดยืนเรื่อง Public Interest ในยุคนี้ถือเป็นยุคทองอีกครั้งของ Public Administration มีการเปิดหลักสูตรภาคค่ำมากมาย

6 Paradigm Shift ที่ 6 : Governance (1990 - Present)

ใน Sheet ที่แจกเพิ่ม Nicholas Henry : "Public Administration's Century in A Quandary" Chapter 2 จะมี Paradigm ตรงนี้เพิ่มขึ้นมา มีเฉพาะสหรัฐอเมริกา และประเทศตะวันตก คือกำลังมองว่า
1. Government ไม่ใช่ Governance
2. The Decline of Governments และ The Rise of Governance
3. We are now moving toward governance, or configurations of laws, politicies, organizations institutions, cooperative arrangements, and agreements that control citizens and deliver public benefits. Governance is institutional and networked (เครือข่าย)
4. เป็นเรื่องของ พลเมือง (citizenship)

BB. มองว่าเมืองไทยยังไม่ไปถึง stage นี้ เพราะมีปัญหาเรื่องความเป็นพลเมือง

ผู้แสดงความคิดเห็น 6363 วันที่ตอบ 2011-03-14 03:38:26


ความเห็นที่ 2 (3486370)
เจ๋ง
ผู้แสดงความคิดเห็น Biw วันที่ตอบ 2014-09-13 12:24:46



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.